เดินชมแสงไฟ ใต้ร่มเงาที่ยิ่งใหญ่ของพ่อแห่งแผ่นดิน
ผ่านมาแล้ว 2 ปี นับจากที่ผมได้เขียนเรื่อง “เดินเล่นชมไฟวันพ่อฯ” วันนี้ผมมีโอกาสได้ไปชมงานถวายพระพรแก่พ่อหลวงของเราอีกครั้ง “งานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552” บริเวณถนนราชดำเนินในปีนี้ ยิ่งใหญ่กว่าปีก่อนๆหลายเท่า เป็นงานที่จัดให้ประชาชนได้ร่วมถวายพระพรตลอด 9 คืน จำนวนคนที่มาอย่างเนืองแน่นไม่ขาดสาย และเสียงกู่ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี คงเป็นสิ่งที่บอกถึงความจงรักภักดีต่อพ่อหลวงของเราอย่างไม่เสื่อมคลาย
ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ มาร่วมในงานเฉลิมพระเกียรติฯครั้งนี้
ผมเดินมาไกลกว่าคนอื่นสักหน่อย เพราะต้องจอดรถไว้แถวแยกหลานหลวงครับ ตอนนี้ยังไม่ดึกมาก คนยังไม่เยอะเท่าไหร่ รู้สึกแปลกๆเหมือนกันที่ได้มาเดินกลางถนนที่รถติดทุกเช้าแบบนี้ ไม่ค่อยชิน [^ ^]
วันนี้มีรถรางมาไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวและผู้มาเยี่ยมชมงานด้วยครับ เนื่องจากทุกคนไม่สามารถนำรถเข้ามาได้ จะไปไหนเร็วๆก็รถรางนี่แหละครับ สะดวกดี ผมเองยังไม่เคยได้นั่งเลยนะเนี่ย ไว้โอกาสหน้าละกัน
ภูเขาทองยังคงสวยเด่นงามเช่นเดิม ผมได้ทำรีวิวเรื่องภูเขาทองเอาไว้แล้วใครอยากอ่านดูได้ที่ “ภูเขาทอง...อร่ามงามกลางกรุง” ครับ [^ ^]
เวทีกลางเริ่มงานแล้ว ผู้คนเริ่มทยอยกันเข้ามาเพื่อร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ตรงนี้คนเบียดกันมาก ผมกลัวจะถ่ายรูปไม่สะดวกเลยไปอยู่แถวๆหน้าพระที่นั่งโลหะปราสาทครับ
พอมาถึง ตรงนี้มีงานแสดงนิทรรศการเล็กๆเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจอยู่ด้วยครับ ผมก็แวะอ่านอยู่เหมือนกัน จะมีพระราชาองค์ใดในโลกดูแลประชาชนได้เสมือนพ่อหลวงของเราได้
เลยมาอีกหน่อยมีขายของแบกะดินด้วย เน้นแนว OTOP กับขายไอเดียครับ ผมชอบนะดูของแนวนี้ สร้างสรรค์ดี
ใกล้ได้เวลาแล้วทุกคนมาล้อมกันที่หน้าเวทีเพื่อร่วมกันร้องเพลงถวายพระพรครับ
เทียนแต่ละเล่มถูกจุดขึ้น เสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ละลายหลอมรวมทุกดวงใจของคนไทยให้เป็นหนึ่งเดียว วันนี้ไม่ว่าใครก็คือลูกของพ่อคนเดียวกัน..
พลุเฉลิมฉลองถูกจุดขึ้นส่องแสงแผดเสียงไปทั่วฟ้า ท่ามกลางเสียงโห่ร้องไชโยของประชาชน ผมยังยืนอยู่แทบไม่ไหวเพราะทั้งขนลุกทั้งปิติไปด้วย
พลุแต่ละชุดแสดงความหมายเฉพาะตัวออกมา ดวงใจหลายๆดวงที่ร้อยเรียงกันอาจหมายถึงใจของคนไทยที่ร้อยรวมกันก็ได้นะครับ
อีกชุดที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า สวยมากเลยครับ
ไม่เคยเห็นพลุที่จุดพร้อมกันทั่วทั้ง 4 ทิศอย่างนี้มาก่อนเลยครับ กดชัทเตอร์แทบไม่ทันเลย ที่บอกว่างานนนี้ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีไม่ใช่แค่ราคาคุยแน่นอน
อีกมุมทางฝั่งอนุเสารีย์ประชาธิปไตยครับ พลุก็ยังทยานขึ้นฟ้าอย่างต่อเนื่องครับ ข้างหน้าผมก็มีทั้งคนถ่ายรูปถ่ายวิดีโอกันเยอะเลย
พอพลุสงบลงขบวนรถเฉลิมพระเกียรติจากแต่ละหน่วยงานก็เคลื่อนขบวนเข้ามาครับ ช่วงแรกๆผมตั้งค่ากล้องผิด ถ่ายพลาดซะเยอะเลย ยังไงก็แล้วแต่ ผมคัดภาพรถขบวนสวยๆ (รถสวยทุกคันแต่มีบางคันที่ผมถ่ายออกมาพอดูได้ [^ ^]) มาให้ชมกันครับ
ขบวนเรือพระที่นั่งเคลื่อนมาแล้วคนก็บังรถก็เร็ว โชคดีที่ไม่สั่นมากเท่าไหร่ หัวขบวนเป็นเรือที่สวยเป็นลำดับต้นๆในความคิดผมครับ เลยไม่ว่ายังไงก็อยากให้ได้ดูกัน
ต่อมาด้วยเรือสุพรรณหงษ์ครับ เป็นเรือในขบวนพระยุหยาตราทางชลมารคที่เคยเป็นเรือเอกมาก่อนในสมัยรัชกาลที่หนึ่ง ก่อนที่จะมาเป็นเรือนารายณ์ทรงสุบรรณเช่นปัจจุบันครับ รถคันนี้ก็ได้จำลองเอาเรือสุพรรณหงษ์มาร่วมขบวนในครั้งนี้ด้วย
รถคันนี้มาจากกระทรวงการคลังครัล จัดแต่งได้สวยงามดีเหมือนวิมานบนสวรรค์ โดยมีพระบรมฉายาลักษณ์อยู่ด้านบนครับ
คันนี้เป็นของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีมาสคอสตามหลังมาด้วย เด็กๆชอบใจกันใหญ่
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ นำสัญลักษณ์ของกระทรวง คือ พระพิรุณและพญานาคมาร่วมขบวนถวายพระพรด้วย
สำหรับขบวนที่ผมชอบที่สุดคงเป็นคันนี้ครับ จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยนำพุทธชาดกเรื่อง “พระมหาชนก” ที่เป็นพระราชนิพนธ์มาแสดงไว้ครับ
เรื่องราวที่แสดงไว้บนรถอธิบายให้เข้าใจเรื่องราวได้ง่ายดีครับ สัตว์น้ำยักษ์ในทะเลก็สีสันสวยงาม อย่างที่บอก ชอบคันนี้มากสุดเลย เหมือนหลุดมาจากจินตนาการเลยครับ [^ ^]
หันซ้ายหันขวาไปพักหนึ่งหันกลับมาไม่ทันดูว่าเป็นของใคร แต่ภาพนี้ความหมายดีเหลือเกินเลยต้องขอเอามาลงอีกภาพ “ประชาชนที่ดำเนินชีวิตตามพื้นฐานแห่งประชาธิไตยใต้ร่มพระบารมี” คงจะเป็นชื่อภาพนี้ได้เลย
กระทรวงอุตสาหกรรม ต่อให้ไม่เห็นชื่อดูจากโรงงานแล้วก็พอจะเดาได้ครับ [^ ^]
แล้วขบวนก็เคลื่อยผ่านฝูงชนเข้าไปครับ คนเยอะแยะมากเลยเลยจริงๆ เนื่องจากต้องทำงานต่อในวันรุ่งขึ้น ผมเลยจำเป็นต้องขอถอนตัวกลับไปพักผ่อนเอาแรงไว้ต่อสู้กับงานต่อครับ
แม้ในวันงานเฉลิมฉลองของพ่อหลวงของเรา ท่านก็ยังทรงพระประชวรอยู่ แต่กระนั้นก็ยังทรงออกมหาสมาคมให้โอวาสแก่ลูกๆในแผ่นดินของท่านทุกๆคน จะมีมหากษัตริ์ยพระองค์ไหนให้ประชาชนของท่านได้ถึงเท่านี้..
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หายจากพระอาการประชวรในเร็ววัน”
..ด้วยเกล้า ด้วย กระหม่อม ขอเดชะ..
……….















